ระบบการศึกษาประเทศฟินแลนด์ เรียนน้อยแต่ได้มาก ชั่วโมงเรียนไม่มากแต่เด็กที่เรียนจบมามีคุณภาพทุกคน

Share on Facebook
Facebook
0Share on Google+
Google+
0Tweet about this on Twitter
Twitter

แชร์เลย...!!!

ระบบการศึกษาประเทศฟินแลนด์ เรียนน้อยแต่ได้มาก ชั่วโมงเรียนไม่มากแต่เด็กที่เรียนจบมามีคุณภาพทุกคน

ในขณะที่การศึกษาไทยยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและค้นหาตัวตน ลองไปดูว่าระบบการศึกษาที่ได้รับการยกย่องว่าดีที่สุดในโลก แม้แต่สหรัฐฯก็ยังต้องศึกษาเป็นต้นแบบ อย่างฟินแลนด์ มีการเรียนการสอนกันอย่างไร และเราจะทำตามได้หรือไม่

ฟินแลนด์ ประเทศเล็กๆในยุโรปตอนบน มีประชากรประมาณ 5 ล้านคน (น้อยกว่ากรุงเทพซะอีก) ซึ่งคนไทยอาจจะไม่คุ้นเคยกับชื่อเสียงของประเทศนี้นัก แต่ประเทศนี้คือต้นกำเนิดของ Nokia มือถือที่ (เคย) ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมอีกมากมายที่ถือกำเนิดในฟินแลนด์ ซึ่งสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้เริ่มต้นมาจากพื้นฐานด้านชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เยี่ยม มีความเหลื่อมล้ำทางเศรฐกิจน้อยมาก เพราะมีการเก็บภาษีสูงและมีการพัฒนาการศึกษาอย่างจริงจัง ทำให้การพัฒนาคุณภาพประชากรที่นี่มีคุณภาพ โดยหัวใจสำคัญของความสำเร็จของฟินแลนด์ ก็คือการให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กตั้งแต่วัยก่อนอนุบาล ซึ่งเราได้รวบรวม 7 เหตุผลที่ทำให้การศึกษาของฟินแลนด์นั้นถูกยกย่องว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดในโลกจนหลายๆประเทศนำไปพัฒนาตาม

1. แข่งขันไม่สำคัญเท่าร่วมมือ

ถ้าเทียบกับประเทศไทยแล้วการศึกษาที่เน้นสนับสนุนแต่คนเก่ง พัฒนา ส่งเสริม และให้โอกาสเด็กเรียนดีนั้น ทำให้เกิดการแข่งขันกันสูงมากในวัยเด็ก หรือบางที่อาจจะกดดันเด็กตั้งแต่ชั้นประถมให้เด็กต้องเรียนเก่งกว่าคนอื่น เพื่อที่จะได้มีโอกาสสร้างชีวิตที่ดีได้มากกว่าคนอื่น หรือนี่อาจเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกความเห็นแก่ตัวตั้งแต่ยังเด็กกันแน่ แต่เด็กนักเรียนในโรงเรียนในฟินแลนด์ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน ครูจะเน้นให้นักเรียนทุกคนทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อสร้างมิตรภาพในกลุ่มของเด็ก ฝึกให้เด็กได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน การทำงานเป็นทีม รู้จักแบ่งปันและให้โอกาสผู้ที่อ่อนแอกว่า

2. เด็กมีการบ้านน้อยมาก

โรงเรียนฟินแลนด์ให้ทุกอย่างกับเด็ก ยกเว้นการบ้าน แนวปฏิบัตินี้มาจากการระดมความคิดเห็นของ ครู ผู้ปกครอง โรงเรียน ซึ่ง พ่อแม่และโรงเรียนเชื่อมั่นว่าครูได้ใช้เวลาในห้องเรียนอย่างเต็มประสิทธิภาพเพียงพอแล้วในการสั่งสอนความรู้ การทำการบ้านนอกเวลาเรียนจึงถูกมองว่าไม่จำเป็น และเวลาที่เด็กอยู่บ้าน ควรมีไว้เพื่อการเรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและอยู่กับครอบครัว ซึ่งสำคัญไม่แพ้การเรียน ซึ่งแนวคิดนี้ก็กำลังถูกใช้ในหลายๆประเทศ

ยกตัวอย่างเช่น ตอนบ่ายโรงเรียนจะปล่อยให้เด็กได้กลับบ้านเพื่อมาเรียนรู้กิจกรรมในครอบครัว ได้เรียนรู้การทำงานของ พ่อ-แม่ อย่างบางครอบครัวเป็นครอบครัวที่ทำธุรกิจ พ่อแม่ก็จะให้เด็กคนนั้นมาฝึกทำงานง่ายๆในธุรกิจของครอบครัว เช่นการนับของ เช็คสต๊อกสินค้า ทำความสะอาดออฟฟิต และการบ้านที่ต้องไปส่งครูคือ ต้องไปเล่าให้ครูฟังว่าเมื่อวานไปทำกิจกรรมอะไรกับครอบครัวมาบ้าง เด็กชอบไหม โตขึ้นอยากทำงานแบบพ่อแม่ไหม เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ตัวตนได้อย่างดี

3. เวลาเล่นศักดิ์สิทธิ์เท่าเวลาเรียน

ครูฟินแลนด์ทุกคนต้องทำตามกฎกระทรวงศึกษาธิการ ที่ระบุว่าใน 1 ชั่วโมงเรียน ต้องแบ่งเป็นการสอนจากครู 45 นาที และการเล่น 15 นาที อันเนื่องมาจากทฤษฎีรากฐานของการศึกษาฟินแลนด์ที่ว่าเด็กควรต้องรักษาความเป็นเด็กไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ไม่จำเป็นต้องรีบโตขึ้นมาเป็นนักท่องจำหรือนักทำข้อสอบ แนวคิดเรื่องการให้เด็กมีเวลาเล่นในระหว่างวัน ได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยจำนวนมากที่พบว่าเด็กที่ได้พักเล่นระหว่างเรียน จะมีความประพฤติและผลการเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่มีเวลาเล่น

4. ครูเป็นอาชีพมีศักดิ์ศรีและรายได้สูง

เหตุที่ครูในฟินแลนด์ไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบมาตรฐานและมีการแข่งขันกันเพื่อให้ทำงานได้มาตรฐาน ก็เป็นเพราะอาชีพครูในฟินแลนด์เป็นอาชีพที่ได้รับความเคารพ และเงินเดือนสูง ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยอัตราผู้สอบเข้าบรรจุครูได้ อยู่ที่ร้อยละ 7 เท่านั้น ผลก็คือผู้ที่จะเป็นครู ต้องเป็นบุคลากรระดับหัวกะทิของประเทศ ในฐานะที่ฟินแลนด์ให้ความสำคัญกับการลงทุนพัฒนาทรัพยากรบุคคล ผู้ที่จะเข้ามาเป็นครูได้ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไป และนักศึกษาครูจะต้องผ่านการฝึกสอนกับโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยของตนเองก่อน เช่นเดียวกับระบบการเรียนของคณะแพทยศาสตร์ที่ต้องให้นักศึกษาแพทย์ฝึกรักษาจริงก่อนจบการศึกษา และแม้ฟินแลนด์จะกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจหนักหน่วง แต่ก็ไม่มีการประนีประนอมมาตรฐานในด้านการคัดเลือกและฝึกอบรมครู อาชีพครูจึงถือได้ว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและได้รับการยกย่องอย่างมากในฟินแลนด์

5. เรียนมากไปใช่ว่าจะดี เด็กควรมีเวลาทำในสิ่งที่สนใจ

เด็กในวัยประถมศึกษาที่ฟินแลนด์ จะเรียนไม่เกินวันละ 5 ชั่วโมง เพราะเค้าเชื่อว่าเด็กวัยนี้ควรจะมีเวลาทำในกิจกรรมที่ตัวเองสนใจมากกว่า เช่น เด็กบางคนชอบเล่นกีฬา เล่นดนตรี ก็จะใช้เวลาว่างที่เหลือจากการเรียนไปฝึกฝนทักษะเหล่านี้จนชำนาน และได้เป็นการเรียนเรียนรู้ไปในตัวว่าเราชอบสิ่งนี้จริงๆหรือไม่ ในขณะที่เด็กไทยเรียนกันเช้ายันเย็น แล้วยังมีต่อเรียนพิเศษกันอีกในตอนค่ำ (อาจจะเพราะผู้ปกครองบางคนทำงานเลิกดึก ไม่มีเวลามารับลูกๆ ก็ส่งให้ลูกเรียนพิเศษต่อไปก็มี) ซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความเครียด และเกิดความรู้สึกแย่ต่อการเรียน

6. จำนวนเด็กในชั้นเรียนน้อย เพื่อการดูแลทั่วถึง

ห้องเรียนที่ฟินแลนดื จะกำหนดให้มีนักเรียนห้องละ 12 คน สูงสุดไม่เกิน 20 คน ยิ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงก็จะยิ่งจำกัดจำนวนเด็กในห้องให้น้อยลง เพื่อให้ครูดูและเด็กนักเรียนได้อย่างทั่วถึง เพราะที่ฟินแลนด์จะเน้นการพัฒนาคน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้และการดำรงชีวิต ซึ่งนักเรียนแต่ละคนมีศักยภาพที่แตกต่างกัน มีความสามารถและความถนัดในแต่ละด้านต่างกันออกไป การดูแลรายบุคคลจึงเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ ในขณะที่บ้านเรา โรงเรียนยิ่งดัง ยิ่งรับนักเรียนมาก (โรงเรียนที่แอดมินจบมามีนักเรียนห้องละ 50 คน) ครูจะให้ความสนใจเป็นพิเศษกับเฉพาะเด็กเรียนเก่งและสนับสนุนเด็กเรียนเก่งให้เก่งยิ่งขึ้นไปอีก หรือเรียกแบบง่ายๆว่าเด็กปั้นครู ถ้าครูปั้นให้เด็กคนนั้นเก่งครูเองก็จะมีชื่อเสียงไปด้วย และการเรียนการสอนจะปลูกฝังให้นักเรียนมีค่านิยมเดียวกันหมด เช่น ต้องเป็นหมอ เป็นวิศวกร โดยที่ไม่พยายามพัฒนาและสนับสุนศักยภาพที่เหมาะสมกับความถนัดของแต่ละบุคคล

7. ไม่ใช้ข้อสอบและเกรดในการตัดสินเด็ก

เพราะเขาเชื่อว่านักเรียนแต่ละคนนั้นมีความถนัด ความสามารถที่แตกต่างกัน และ ทุกอาชีพล้วนมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศทั้งสิ้น การใช้เกรดเป็นตัวตัดสินว่าเด็กคนไหนเป็นเด็กเก่งหรือไม่เก่งไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อตัวเด็กนัก เพราะเด็กที่เรียนไม่เก่งอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า รู้สึกหมดความมั่นใจ ข้อสอบนั้นวัดได้แค่ผลการเรียนในตำราเท่านั้น เด็กแต่ละคนมีความถนัดที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรส่งเสริมและสนับสนุนเด็กไปในแนวทางที่ถนัดเพื่อผลักดันให้เด็กคนนั้นก้าวขึ้นไปสู่ความเป็นสุดยอดในสายงานหรืออาชีพนั้นๆ

” สุดท้ายนี้ผมอยากจะฝากถึงพ่อแม่ที่กำลังจะส่งลูกเข้าโรงเรียนทุกคน เนื้อหาที่นำเสนอนี้ไม่ได้บอกให้คุณต้องส่งลูกไปเรียนต่างประเทศแต่อย่างไร แต่เราสามารถนำด้านดีๆมาปรับใช้กับลูกได้ เช่น อย่าบังคับให้ลูกต้องเรียนจนมากเกินไป ให้เวลากับลูก ทำกิจกรรมร่วมกัน ชี้นำแนวทางให้ลูก ปล่อยอิสระให้เด็กๆได้ทำในสิ่งที่ชอบ แล้วส่งเสริม สนับสนุน ให้เด็กได้ฝึกฝนและเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ และที่สำคัญ ต้องปลูกจิตสำนึกให้มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ต่อผู้อื่น และ ต่อสังคม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น เติมโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพทั้ง ความรู้ ความสามารถ และ ด้านจิตใจ “

Share on Facebook
Facebook
0Share on Google+
Google+
0Tweet about this on Twitter
Twitter

แชร์เลย...!!!

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *