วิธีการทำ “ระบบน้ำพุ่ง” แบบประหยัด เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร 

Share on Facebook
Facebook
0Share on Google+
Google+
0Tweet about this on Twitter
Twitter

แชร์เลย...!!!

วิธีการทำ “ระบบน้ำพุ่ง” แบบประหยัด เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร 

น้ำ คือปัจจัยหลักในการเพาะปลูก,ถ้าไม่มีน้ำ ก็ไม่สามารถปลูกพืชใดๆได้ ฉะนั้นเราจึงพยายามหาวิธี บริหารจัดการน้ำที่ดีที่สุด เพื่อให้เรามีน้ำเอาไว้ใช้รดพืช-ผักได้ตลอดฤดูกาลอย่างเพียงพอ พืช-ผักของเราก็จะเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงต้องเลือกระบบการให้น้ำแก่พืชที่คิดว่าดีที่สุด แล้ว…เราจะรู้ได้อย่างไรว่า แบบไหนกันล่ะที่ว่า ดีที่สุด?

ระบบการให้น้ำก็มีตั้งหลายอย่างเช่น การใช้สายยางรดโดยตรง,การใช้สปริงเกอร์,มินิสปริงเกอร์,ระบบน้ำหยด,ระบบน้ำพุ่ง เป็นต้น… ก็ไม่เห็นจะยากเลย ลองพิจารณาได้จากเหตุผลดังต่อไปนี้ ถ้าแบบไหนตรงหรือใกล้เคียงมากที่สุด ก็แบบนั้นแหละที่ควรจะเลือก…

1. ประหยัดน้ำมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการให้น้ำด้วยวิธีอื่น

2. ประหยัดเวลา ใช้เวลาไม่นานในการให้น้ำแต่ละครั้ง

3. ประหยัดแรงงาน ไม่เหนื่อยมากในการให้น้ำในแต่ละครั้ง

4. ประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าน้ำมัน หรือ ค่าไฟฟ้าในการปั้มน้ำแต่ละครั้งเนื่องจากใช้เวลาในการให้น้ำสั้นกว่า

5. ต้นพืช-ผัก มีการเจริญเติบโตได้ดี อย่างต่อเนื่อง

6. ค่าติดตั้งถูก ทำเองได้

จากเหตุผลดังกล่าว สำหรับเราเห็นว่า การให้น้ำแบบ “ระบบน้ำหยด” และ “ระบบน้ำพุ่ง” นั้นเข้าข่ายมากที่สุด สำหรับการติดตั้งระบบน้ำหยดนั้นเราเคยนำเสนอไปแล้วในครั้งที่แล้ว วันนี้จะนำเสนอ “การติดตั้งระบบน้ำพุ่ง” กัน
อันที่จริงแล้ว อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ติดตั้งระบบน้ำพุ่งนั้นก็เหมือนกับการติดตั้งระบบน้ำหยดทุกอย่าง ยกเว้นเปลี่ยนจากสายน้ำหยดเป็นสายน้ำพุ่งเท่านั้นเอง ทีนี้เรามาดูอุปกรณ์แต่ละอย่างกันดีกว่า ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง…

อุปกรณ์ในการติดตั้งระบบน้ำพุ่ง มีดังนี้

1. ปั้มน้ำ
ถ้าถามว่า ” ควรเลือกปั้มน้ำขนาดไหนดี…จึงจะเหมาะสมกับพื้นที่ของเรา? ” เราก็มีข้อคิดแบบง่ายๆ ที่พอจะนำไปใช้พิจารณาเลือกซื้อ ปั้มน้ำมาใช้ได้ดังนี้ คือ ปั้มที่มีขนาดใหญ่นอกจากจะมีราคาแพงกว่าปั้มที่มีขนาดเล็กแล้ว ท่อเมนก็ต้องใช้เบอร์ที่ใหญ่ตามไปด้วย นั่นหมายถึงว่าค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบน้ำจะสูงมาก ค่าน้ำมัน,ค่าไฟฟ้าก็มากกว่าปั้มตัวเล็ก อ้าว!.. แล้วจะให้ทำอย่างไร ถ้าพื้นที่ในการเพาะปลูกมีเป็นสิบๆไร่ เราก็ต้องใช้ปั้มตัวใหญ่เพื่อให้ได้น้ำเพียงพอไม่ใช่หรือ?… มันก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปั้มตัวใหญ่ๆเสมอไปหรอก เราสามารถใช้ปั้มที่มีขนาดเล็กได้ถ้าเราใช้ระบบการให้น้ำ ” แบบแบ่งโซน ” อย่างเช่น มีบุคคลท่านหนึ่งซึ่งถือว่า ท่านเป็นครูทางด้านเกษตรอินทรีย์ อันดับต้นๆของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ท่านใช้ ปั้มน้ำ ขนาดท่อ 2 นิ้ว ,2 แรงม้า จำนวน 2 ตัว ให้น้ำแก่พืชในพื้นที่ 10 ไร่ ด้วย ระบบสปริงเกอร์ธรรมดา และระบบสปริงเกอร์ลอยฟ้า โดยมีการให้น้ำแบบแบ่งเป็นโซน ๆ ไป ,ใครอยากจะลองนำแบบอย่างนี้ไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองก็ลองดู คิดว่าน่าจะมีประโยชน์มากทีเดียว
– ข้อมูลที่ต้องทราบก่อนที่จะนำไปพิจารณาเลือกซื้อปั้มน้ำ อยากให้เพื่อนๆลองศึกษาจากVDO นี้ดูหวังว่าพอจะเป็นประโยชน์ในการเลือกซื้อปั้มน้ำได้ไม่มากก็น้อย ของเราใช้ปั้ม หอยโข่ง ขนาดท่อ 2 นิ้ว, 3.4 แรงม้า , แบบเติมน้ำมัน สูบน้ำได้ปริมาตรสูงสุด 620 ลิตร / นาที , ระยะส่งน้ำสูงสุดได้ 3.7บาร์ ปั้ม ตัวนี้ถือว่าใช้งานได้ดีทีเดียว

2. ถังเติมปุ๋ย ” ยอด…อัจฉริยะ “
ถังเติมปุ๋ย ” ยอด…อัจฉริยะ ” ถังนี้สำคัญมาก เพราะสะดวกในการให้ปุ๋ยน้ำไปพร้อมกับระบบน้ำพุ่งได้เลย จริงๆแล้วเราสามารถต่อระบบให้ปุ๋ยแบบ ventury ก็ได้เหมือนกัน…แต่จากที่เราเคยติดตั้งระบบน้ำหยดโดยต่อระบบให้ปุ๋ยน้ำ แบบ ventury มาแล้ว พบว่า ทำให้แรงดันของน้ำที่ปลายสายลดลงมาก เราจึงเปลี่ยนมาใช้แบบถังเติมปุ๋ยน้ำ แบบบ้านๆ แต่ ใช้งานได้จริง และไม่ทำให้แรงดันของน้ำตกด้วย ซึ่งเราขอตั้งชื่อให้กับถังเติมปุ๋ยนี้ว่า ” ถังเติมปุ๋ย ยอด…อัจฉริยะ ” ซึ่งเราได้เรียนรู้หลักการนี้มาจาก คุณครู ธงชนะ พรหมมิ จากทาง youtube ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอย่างสูงไว้ ณ โอกาส นี้ด้วย.

ในส่วนของถังเติมปุ๋ยนี้ มีส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ส่วน ด้วยกัน คือ

1. ถังใส่น้ำพลาสติก : ควรเลือกถังที่มีคุณภาพดี ทนแดด ทนฝน ไม่แตกง่าย ขนาดประมาณ 100-200 ลิตร( ถังพลาสติกสีดำในภาพมีขนาด 130 ลิตร)
2. ท่อ ” ส่งปุ๋ย…เข้าปั้ม ” : จากภาพด้านบน เพื่อนๆจะเห็นว่า เราต่อ ข้อต่อสามทางแยก 6 หุน ทางด้านท่อดูดน้ำเข้า ( จากสระน้ำ-มาที่เครื่อง )ซึ่งห่างจากตัวปั้มออกมาประมาณ 1 ฟุต จากนั้นต่อวาล์ว ปิด-เปิดน้ำ ขนาด 6 หุน แล้วต่อท่อ pvc ขนาด 6 หุนเพื่อไปเชื่อมต่อกับด้านล่างสุดของถังเติมปุ๋ย ซึ่งถังเติมปุ๋ยนี้เราได้เจาะรูด้านล่างไว้เรียบร้อยแล้ว เราขอเรียกท่อส่วนนี้ว่า ” ท่อส่งปุ๋ย เข้าปั้ม ” ก็แล้วกัน… เพื่อที่จะได้นึกภาพออก เข้าใจง่าย
3. ท่อ ” ส่งน้ำ…เข้าปุ๋ย ” : จากภาพด้านล่าง จะสังเกตเห็นว่ามี วาล์วเปิด-ปิดน้ำ อยู่ 1 ตัว ซึ่งต่อทางด้านท่อน้ำออก โดยใช้ข้อต่อสามทางแยก 6 หุนเหมือนกัน ท่อนี้มีไว้เพื่อเปิดน้ำเข้าไปผสมกับปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ ควรผสม น้ำหมักชีวภาพ กับ น้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:40 ไว้ก่อนในถัง แล้วจึงปล่อยน้ำปุ๋ยนี้ไปผสมกับน้ำในท่ออีกที เพื่อปล่อยให้พืชต่อไป

3. ตัวกรองเกษตร
ตัวกรองเกษตร ทำหน้าที่กรองสิ่งที่เจือปนมากับน้ำ จำเป็นต้องมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ รูท่อน้ำพุ่งของเราอุดตันได้ แต่ในขณะเดียวกัน น้ำที่ผ่านตัวกรองเกษตรนี้แล้ว จะมีแรงดันลดลงกว่าตอนที่ยังไม่ผ่านตัวกรองเกษตร… ตรงนี้ก็เป็นข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ในการพิจารณาเลือกซื้อปั้มน้ำโดยเผื่อไว้ว่าปริมาณน้ำที่ได้และแรงดันน้ำที่ออกมาจริงๆแล้วจะต่ำลงกว่า สเปคของเครื่องตามที่บอกเอาไว้ที่ตัวเครื่อง

4. ท่อดักอากาศ ( แอร์แว )
เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมากเกี่ยวกับเจ้า ท่อดักอากาศ( แอร์แว ) ตัวนี้ มีหลายท่านไม่เห็นด้วย ไม่เชื่อว่า เจ้าท่อดักอากาศนี้มีประโยชน์,ใช้งานไม่ได้จริง บ้างก็อ้างทฤษฎีมากมายมาอธิบาย,บ้างก็ลองทำดูแล้วก็ว่าไม่ได้ผล อีกกลุ่มหนึ่ง ทั้งที่เป็นเกษตรกร และไม่ได้เป็นเกษตรกร ก็บอกว่าเจ้าท่อดักอากาศนี้ ช่วยเพิ่มแรงดัน, แรงดึงน้ำ ทำให้สามารถส่งน้ำไปได้ไกลขึ้น สูงขึ้น ลดการทำงานของปั้มน้ำ ขอบอกว่าใช้แล้วดี มีประโยชน์ จริง จริ๊ง!!…
อย่างนี้ต้องขอลองพิสูจน์กันหน่อยแล้ว… เพราะเราถือคติที่ว่าให้รู้กันไปเลย ผลที่ได้ จะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นการเรียนรู้ ไม่มีอะไรเสียหาย ไม่เคยนึกเสียดายเวลา ไม่เสียดายเงิน เพราะการกล้าที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (ในสิ่งที่เป็นประโยชน์) สำหรับเรา ถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทาย,น่าลอง และมีคุณค่ายิ่ง.
การติดตั้งเจ้าท่อแอร์แวตัวนี้ก็ไม่ยากอะไร เท่าที่ได้ค้นหาข้อมูลและดูเขาทำกันมาหลายๆท่าน เราก็สรุปเอาเองว่า ทำแบบนี้ก็แล้วกัน :

– เราใช้ระยะห่าง ระหว่างท่อแอร์แวตัวแรก กับ ตัวปั้ม~ 3 เมตร
– ท่อแอร์แวของเราใช้ท่อขนาด 3 นิ้ว, สูง 1.5 เมตร (ท่อประธาน เราใช้ท่อ pvc ขนาด 2 นิ้ว)จากข้อมูลที่หาได้ พบว่า บางท่านแนะนำว่า ท่อแอแวร์ควรมีขนาดใหญ่เป็น สองเท่าของขนาดท่อประธาน ถึงจะถูกต้อง เช่น ถ้าท่อประธานของเรามีขนาด 2 นิ้ว ,ท่อแอร์แวก็ควรมีขนาด 4 นิ้ว เป็นต้น
– เราทำท่อแอร์แว สองตัวคู่ เพราะคิดว่าน่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่าตัวเดียว โดยระยะห่าง ระหว่างท่อแอร์แวตัวแรกกับตัวที่สอง ~ 50 เซนติเมตร
– การประกอบตัวท่อแอร์แว ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร ดูจากภาพแล้วใครๆ ก็ทำได้ โดยเริ่มจาก ตัดท่อ pvc ขนาด3 นิ้ว ความยาว 1.5 เมตร แล้วใช้ฝาครอบ ทากาว ปิดด้านบนให้แน่น ส่วนท่อด้านล่าง ต่อข้อต่อตรง 3 นิ้วลด 2 นิ้ว แล้วมาเชื่อมต่อกับท่อประธานที่ข้อต่อสามทางอีกทีหนึ่ง แล้วอย่าลืม หาไม้ หรือ เสา มายึดท่อแอแวร์เอาไว้ให้แน่น ไม่โยก ไม่ล้มง่าย แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย แต่มีข้อสำคัญที่ต้องระวังคือ ท่อแอแวร์นี้ต้องปิดให้แน่น ห้ามมีรูรั่วโดยเด็ดขาด เพื่อให้เกิด สูญญากาศภายในท่อนั่นเอง.
– ควรติดตั้งแอร์แวทุกๆ 50 เมตรของความยาวของท่อประธาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานมากขึ้นหลังจากที่ติดตั้ง แอร์แวเสร็จแล้ว ก็ได้ทดลองใช้ดู พบว่า น้ำที่ออกปลายสายท่อประธาน ออกเต็มสาย และ ความแรงของน้ำไม่แตกต่างจากตอนที่ไม่ได้ติดตั้งแอร์แว แต่…สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่ามีความแตกต่างกัน ก็คือปั้มน้ำทำงานเบามากกว่าตอนที่ไม่ได้ติดตั้งแอร์แว ไม่จำเป็นต้องเร่งเครื่องเลย น้ำก็ออกดีเท่ากัน ทำให้ ประหยัดน้ำมัน และลดการทำงานของปั้มลงไปได้จริง นับได้ว่าเจ้าท่อดักอากาศ หรือท่อแอร์แว ตัวนี้มีประโยชน์จริง

5. ท่อประธาน หรือ ท่อเมน
ท่อประธาน หรือ ท่อเมน นี้จะมีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับขนาดท่อของปั้มน้ำ เช่น ท่อออกของปั้มมีขนาด 2 นิ้ว เราก็ใช้ท่อเมนเป็น ท่อขนาด 2 นิ้ว เช่นกัน , เราสามารถใช้ท่อ PVC สีฟ้า หรือ ท่อ PE สีดำ เป็นท่อเมนได้เหมือนกัน ทั้งท่อ PVC สีฟ้า และ ท่อ PE สีดำ ก็มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งนี้ก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่านว่าจะเลือกแบบไหนที่ เหมาะสมกับการใช้งานมากที่สุด ทนที่สุด และ ถูกที่สุด (ถ้าเป็นไปได้ )

6. วาล์วเปิด-ปิดน้ำ และท่อรองประธาน
เมื่อเราได้ต่อท่อประธาน ขนาด 2 นิ้ว กับท่อออกของเครื่องปั้มน้ำเรียบร้อยแล้ว โดยวางไว้ที่บริเวณตอนกลางตลอดแนวของแปลงปลูก หลังจากนั้น ก็ต่อท่อแยกออกมาทาง ซ้าย-ขวา ของท่อประธาน ท่อนี้เราลดขนาดลงเหลือ 1 นิ้ว เรียกว่า ท่อรองประธาน แล้วติดตั้งวาล์วเปิด-ปิดน้ำ ไว้กับท่อแยกรองประธานทุกเส้น เพื่อสะดวกในการให้น้ำเป็นโซนๆไปนั่นเอง โซนไหนที่ไม่ต้องการให้น้ำ เราก็บล็อกท่านรองประธานโซนนั้นเอาไว้ โดยปกติแล้ว เราจะเปิดน้ำให้แก่โซนที่ใกล้ชิด(โซนแรก)ก่อน แล้วค่อยๆไล่ลำดับไป จนกระทั่งถึงโซนห่างไกล(โซนสุดท้าย)เป็นอันเสร็จพิธี

7. สายน้ำพุ่ง
สายน้ำพุ่ง ก็มีหลายยี่ห้อให้เลือก ,หลายขนาด, คุณสมบัติแตกต่างกันไปนอกจาก เลือกสายน้ำพุ่งที่เหมาะสมกับพื้นที่และพืชที่จะปลูกแล้ว อย่าลืมคำนวณดูว่า น้ำที่ได้จากสายน้ำพุ่งนี้คิดเป็นจำนวน กี่ลิตร/ นาที/ไร่ และต้องการแรงดันกี่บาร์ เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของปั้มที่เรามีว่า เข้ากันกันได้หรือไม่
จากประสบการณ์ที่ได้ติดตั้งระบบน้ำพุ่ง เราให้น้ำพืชแบบแบ่งโซน, โซนละ ~ 1 ไร่ (มีพื้นที่ ที่ต้องให้น้ำพืชจริง ~ 3ไร่) ,ให้น้ำโซนละ 25 – 30 นาที น้ำก็เปียกชุ่มพอดี พบว่าระบบน้ำพุ่ง สามารถติดตั้งเองได้ ใช้งานง่าย,สะดวก,ประหยัด สามารถให้ปุ๋ยน้ำชีวภาพและน้ำยาไล่แมลงไปพร้อมกับน้ำได้เลย น้ำที่พุ่งออกมาจะมีลักษณะเป็น เส้นละอองฝอย คล้ายละอองฝน พุ่งสูงขึ้นมาทางด้านบน ~1-1.5 เมตรและแผ่ไปด้านข้างทั้งสองด้านรวมแล้ว~3 เมตร ทำให้พืชได้รับปุ๋ยน้ำชีวภาพและน้ำยาไล่แมลงทั้งทางใบและทางรากในเวลาเดียวกัน พื้นที่เปียกชุ่มตลอดทั้งแปลง ทำให้รากพืชที่แผ่กระจายออกไปตามแนวแปลงได้รับน้ำและปุ๋ยได้อย่างเต็มที่ พืชก็มีการเจริญเติบโตได้ดีมากยิ่งขึ้น แต่ผลเสียที่เห็นได้ชัดเจนคือ วัชพืชที่อยู่บนแปลงปลูกก็งอกงามด้วยเช่นกัน แต่ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกังวลไป เพราะเรามีตัวช่วย ก็เพียงแค่ใช้ฟางข้าวคลุมแปลงไว้ เท่านี้ปัญหาของวัชพืชก็หมดไป นอกจากนี้ยังได้เก็บความชุ่มชื้นให้กับหน้าดิน เมื่อฟางและวัชพืชย่อยสลายก็กลายมาเป็นปุ๋ยให้แก่พืชอีกที และเหนือความคาดหมาย เรายังได้ต้นข้าวอินทรีย์ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติจากฟางข้าวอีกด้วย
ก็หวังว่าจากประสบการณ์จริงที่ได้ทดลองติดตั้งและใช้ “ระบบน้ำพุ่ง” นี้ คงจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ เกษตรกรทุกท่านที่กำลังมองหาวิธีการทำระบบน้ำให้กับแปลงเกษตรของท่านนะครับ

ชมคลิป

แหล่งที่มา : http://baansunkoo-organic.over-blog.com
ที่มา : http://kaset-lifestyle.com

Share on Facebook
Facebook
0Share on Google+
Google+
0Tweet about this on Twitter
Twitter

แชร์เลย...!!!

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *